ดูไม่ได้ให้ออกแล้วเข้าใหม่

แชร์ด่วน!! วิธี "ทำบุญ" ที่ถูกต้อง ทำไมทำบุญทำทานตั้งเยอะ แต่ชีวิตยังไม่ดีขึ้น(หรือพ้นวิกฤติ)เลย?แชร์ 1 = 1 ธรรมทาน


             คำถามนี้เป็นข้อสังเกตจากที่หลายๆคนพยายามทำบุญทำทานให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น ให้พ้นวิกฤติ แต่ยิ่งทำก็ยิ่งไม่ได้แก้ไขอะไรให้ดีขึ้นเลย

ดาราบางท่านมีเหตุให้ต้องล้มป่วยหนัก ก็เลยเดินสายทำบุญบ้าง ให้ลูกบวชบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรดีขึ้น แล้วก็ต้องตายไปในที่สุด

จริงๆผมก็เคยเป็นแบบนี้เหมือนกัน คือชีวิตกำลังจวนตัวจะแย่อยู่แล้ว ก็เลยเร่งทำบุญทำทานตามที่หมอดูบอก แต่ทำๆไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย มันเป็นเพราะ

อะไร? เมื่อก่อนตัวผมเองหาคำตอบให้คำถามนี้ไม่ได้ แต่วันนี้จะมาตอบให้แบบชัดๆกันเลย
      
            และโดยสถานการณ์ของคนที่กำลังติดขัด ขัดสน จนตรอกนั้น มักจะเป็นช่วงที่เจ้ากรรมนายเวรเขามาทวงหนี้กรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งมักจะไม่เข้าคิว ถ้ามีเจ้ากรรม

นายเวรมาก เขาก็จะล้อมกรอบ ปิดกั้นปิดบังทุกวิถีทางให้ต้องชดใช้วิบากกรรม เรียกว่าปิดประตูตีแมวกันเลยทีเดียว ขนาดที่ว่าบางคนคิดจะทำบุญ พระหรือผู้ที่จะรับ

บุญก็ไม่รับบุญนั้น หรืออาจจะมีเหตุให้ทำบุญไม่สำเร็จ อันนี้เป็นกรรมที่เคยไปปิดกั้นปิดบังการทำบุญทำกุศลของผู้อื่นมาก่อน อย่างทุกวันนี้จะมีคนมักจะพูดประมาณว่า

ทำบุญกับพระน่ะเหรอ อย่าเลย ไปทำกับเด็กกำพร้า(ฯลฯ)ดีกว่า แค่นี้ก็เป็นการสกัดกั้นการบุญแล้วโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจริงๆแล้วใครจะทำบุญกับใครเท่าไหร่ เราอย่าไปขวาง

ครับ เพราะกรรมที่ไปขัดขวางนั่นแหละ จะกลับมาขวางเราเองในที่สุด

             คนที่เดินสายทำบุญทำทานเพื่อหวังให้ชีวิตพ้นวิกฤตนั้น จึงยังไม่ถูกต้องเสียทีเดียวครับ เพราะเวลาทำบุญทำทานนั้น ทำได้กับตัว เจ้ากรรมนายเวรที่ปิดกั้นรอส่วน

บุญอยู่เขาไม่ได้มีส่วนด้วยเลย ดังนั้น แม้จะได้บุญกุศลจริง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์การทวงหนี้ดีขึ้นเลย แถมเป็นบุญกุศลที่เจือด้วยตัณหาซ้อนลงไป ทำให้

บุญนั้นคับแคบในการเสวยผลบุญในภายหลังอีก เพราะบุญในลักษณะที่มีการมุ่งหวังตั้งเอานั้น จะมีการล็อคตัวเองเข้ากับเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งที่เราอธิษฐานกำกับบุญ

เอาไว้ ไม่ได้มีลักษณะที่ผ่อนคลายจากการให้การสละออกเลย บุญนั้นจึงไม่สามารถมาช่วยเหลือเราได้ทันท่วงทีในเวลาวิกฤติ ผลก็คือคนที่ทำบุญเพราะอยากจะพ้น

วิกฤติมักจะไม่พ้นวิกฤติครับ


แล้วทีนี้จะแก้ไขยังไงดี?

ขั้นแรกก็ต้องแก้ไขกันที่ใจเสียก่อน สละก็ให้มันสละที่ใจเป็นอันดับแรก

             1  ทำบุญทานก็ทำให้ถูกต้อง เวลาทำบุญทำทานนั้น ก็ให้ทำแบบสละ ทำแบบไม่หวังในบุญ เวลาทำบุญ ใจก็สละให้โดยไม่มีเงื่อนไขกำกับในบุญ แล้วบุญกุศลนั้นจะกลายเป็นทานบารมี ทานบารมีนี้จะไม่เหมือนบุญตรงที่มันมีอานิสงส์มากกว่า ไร้เงื่อนไขกำกับในบุญ ทานบารมีนี้เองจะมาเป็นตัวช่วยในเวลาวิกฤติได้อย่างทันท่วงที หรือถ้าใครไม่แน่ใจว่าเราทำบุญแบบกำกับเงื่อนไขมามากเท่าไหร่ ก็ให้ประกาศสละ ประกาศถอนความยึดติด ความตั้งเอา และเงื่อนไขที่เคยอธิฐานในบุญทานทั้งหลายนับตั้งแต่อดีตลงเสีย บุญทานทั้งหลายที่เคยมีเงื่อนไขกำกับอยู่ก็จะค่อยๆถูกปลดล็อคหมดเงื่อนไขพันธนาการไปเอง และกลายเป็นทานบารมีไปเอง

             2 แต่ถ้าใครหนักหนาจริงๆ ก็ให้ไปถวายผ้าไตร ไปถวายที่ไหนก็ได้ เวลาถวายหรือทำบุญก็อย่าไปเฉพาะเจาะจงถวายให้กับพระรูปนั้นรูปนี้ ซึ่งบางทีก็เป็นเพียงสมมติสงฆ์ แล้วจะกลายเป็นกรรมผูกพันต่อกันอีก แต่เวลาถวายก็ให้ระลึกแล้วถวายให้แด่ "พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า" ซึ่งก็คือพระอริยเจ้า อริยสงฆ์เท่านั้น จึงจะเรียกว่าพระสงฆ์จริงๆโดยเนื้อหา แล้วก็ถวายไปตามนั้น อานิสงฆ์ก็จะไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ ส่วนพระสงฆ์ที่ท่านรับผ้าไตร ท่านก็จะเป็นเพียงตัวแทนรับไว้เท่านั้นเอง

              3  ก่อนจะจบก็ขอเตือนให้ระลึกไว้เสมอว่า ความดิ้นรนกระเสือกกระสนทั้งหลายที่จะอยากจะแก้ จะยิ่งก่อให้เกิดความคับแคบจนมุม เหมือนปลาติดแห อย่าดิ้นไปตามมัน เพราะสถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เหมือนเราเดินไปติดกับดักเสียเอง แต่ใจก็ให้ยอมไปก่อน ปลงวางที่ใจไปก่อน ทำอะไรก็ไม่ต้องคาดหวังเอากับอะไรๆอีก จะได้ไม่ร้อนรน เมื่อใจสงบลงจากความเร่าร้อนดิ้นติดดิ้นหลุดแล้ว เริ่มผ่อนคลายแล้ว ก็แก้สถานการณ์เฉพาะหน้าด้วยการให้การสละ ด้วยการขอขมากรรม ประกาศสละชดใช้หนี้กรรม การหยาดน้ำ โสให้บารมี ไปเรื่อยๆ แล้วมันจะเดินออกจากมุมอับของชีวิต ออกจากความคับแคบอันเป็นทางตันได้เอง ทางออกจะเปิดขึ้นเอง จากการเคลียร์หนี้กรรมให้กับเจ้ากรรมนายเวรนั่นแหละ
Share on Google Plus

About ZAPVER 555

This is a short description in the author block about the author. You edit it by entering text in the "Biographical Info" field in the user admin panel.